สวัสดีครับ 

หลังจากที่ผมตั้งใจศึกษาและปฏิบัติธรรมมาเป็นเวลาประมาณ 10 เดือน

วนเวียนปฏิบัติทั้งในและนอกสถานที่

(ในสถานที่ = ในวัด , นอกสถานที่ = ที่บ้าน ที่มหาวิทยาลัย เป็นต้น)

วันนี้ก็เลยมาสรุปเรื่องยอดฮิตที่เจอเป็นประจำมานำเสนอครับ !

 

 

 

 1.  การได้พบกัลยาณมิตรดีดี

รูปประกอบจาก poem.meemodel.com/images_poem/resize_id_43527.jpg

 

โอโห ข้อนี้สุดยอดเลยครับ การได้รู้จักและพูดคุยกับเพื่อนเราที่ปฏิบัติธรรมนี่เจ๋งจริง ๆ

เรียกว่าเป็น "เพื่อนแท้" ได้เลย

คอยร่วมทุกข์ ร่วมสุข ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

เวลาเราท้อ เพื่อน ๆ ก็ช่วยฉุด

เวลาเราลืมตัว เพื่อน ๆ ก็ช่วยกันเตือน

มีการถกเถียงกันน้อย เพราะต่างคนต่างไม่คอยจับผิดผู้อื่น

ต่างคนต่างหมั่นกำหนดรู้และตั้งใจแก้ไขข้อผิดพลาดของตัวเอง

 

ตอนนี้ผมนึกถึงกลอนบทหนึ่งก็คือ

 

"อันเพื่อนดี มีหนึ่ง ถึงจะน้อย

ดีกว่าร้อย เพื่อนคิด ริษยา

ดั่งมีเกลือ เพียงหนึ่ง ด้อยราคา

ยังดีกว่า มีน้ำเค็ม เต็มทะเล"

 

เขาว่าไว้่ว่ามีเพื่อนดีคนเดียวก็เป็นยอดทรัพย์แล้ว

แต่ตอนนี้ผมได้รู้จัก ได้คบหากับเพื่อนดีตั้งหลายคนแน่ะ

รู้สึกดีจริง ๆ ....เห็นด้วยไหมครับ !

 

2.พบคนใจดีให้คำแนะนำและการช่วยเหลือ

 

รูปประกอบจาก http://wendyusuallywanders.files.wordpress.com/2008/05/kindness_is.jpg

 

พอมีผู้ใหญ่ใจดีรู้ว่าผมกำลังสนใจศึกษาและปฏิบัติธรรม

พอท่านรู้ว่าผมต้องการอะไร ต้องการหนังสือเล่มไหน

ท่านก็หามาให้ผม

เวลาผมหิว ท่านก็หาอะไรให้ผมทาน

สีหน้าที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเมตตาของผู้ใหญ่หลาย ๆท่านนั้น....

คิดทีไรก็รู้สึกประทับใจทุกที 

ขอบคุณมาก ๆ ครับ ^.^

 

3. พบคนขอหวย

 

อันนี้ออกแนวฮาครับ

หลาย ๆ ครั้งที่กลับจากการปฏิบัติธรรมที่วัด

แม่ผมก็จะถามว่า....

"ลูก ๆ ไปปฏิบัติธรรมคราวนี้ เห็นตัวเลขอะไรบ้างไหมลูก"

ผมก็ได้แต่ยิ้มในความน่ารักน่าหยิกของแม่ตัวเอง อิอิ

 

4. ยิ่งเจริญสติ ยิ่งรู้ว่าเราขาดสติ

 

ผมเคยได้ยินนักวิทยาศาสตร์ยิ่งใหญ่คนหนึ่งของโลกกล่าวไว้ประมาณว่า

 

"ความรู้ที่มนุษย์ค้นพบแล้วในปัจจุบันนี้

เปรียบเสมือนกับเม็ดทรายเพียงเม็ดเดียวในทะเลทราย

เมื่อเที่ยบกับความรู้ที่ยังไม่ถูกค้นพบ"

รูปจาก http://www.istockphoto.com/file_thumbview_approve/324040/2/istockphoto_hand_with_sand_324040.jpg

 

เพื่อน ๆ ลองสังเกตดูเถิด 

ปัจจุบันมี "คนอวดรู้" มากกว่า "คนรู้จริงมากเพียงใด"

 

คนที่รู้จริง ถึงจะรู้เยอะก็ไม่แสดงตนโอ้อวด ยกตนข่มผู้อื่น

เพราะเขารู้ดีว่าสิ่งที่เขารู้นั้นมันน้อยยิ่งนักเมื่อเทียบกับสิ่งที่เขายังไม่รู้

เขาจะใช้ความรู้ที่มีอย่างระมัดระวัง ใช้เพื่อประโยชน์สุขต่อส่วนรวม

 

แต่คนส่วนใหญ่ "รู้อยู่นิดเดียว" แต่แสดงความ "อวดรู้" อยู่ไม่หยุดหย่อน

ใช้ความรู้ที่มีอยู่หน่อยเดียวโอ้อวด คอยข่มผู้อื่น 

ใช้ความรู้โจมตีฝ่ายตรงข้าม....สุดท้ายความฉิบหายย่อมเกิดขึ้นกับตนเอง

 

ตอนผมเริ่มฝึกสตินั้น ผมก็คิดว่าผมมีสติพอสมควรนะ

แต่ฝึกไปฝึกมาสักพักหนึ่งก็เริ่มตระหนักชัดเจนว่า

สติที่ผมมีนั้นน้อยนิดยิ่งหนัก

ผมเริ่มกลัวการไม่มีสติ

เพราะผมได้ประจักษ์ชัดเจนกับตัวเองว่า...ชีวิตนี้ประมาทไม่ได้แม้แต่เสี้ยววินาที

ผลร้ายจากการขาดสตินั้น มันมากจนเกินกว่าจะจินตนาการ

ผมตั้งใจมั่นกับตัวเองแล้วว่า...ชีวิตนี้จะต้องฝึกสติไปตลอดชีวิต....ตราบจนลมหายใจสุดท้ายของผม

 

5.การได้พบ"ความสุขตัวพ่อ"

รูปประกอบจาก http://www.bloggang.com/data/a/auau-pi/picture/1251174956.jpg

 

 ความสุขในโลกนี้มีหลายแบบครับ

แบบชาวบ้าน ๆ ก็คงรู้ ๆ กันนะครับ

ความสุขที่เกิดจากการ...กิน...ถ่าย...สืบพันธุ์...การนอน

...การแสวงหาชื่อเสียง....ฐานะ

ความสุขแบบชาวบ้านนี้

หากนักสังเกตคนใดได้เสพย์เป็นประจำ

คงจะเข้าใจและได้พบกับตัวเองว่าความสุขเหล่านี้ก็คือความทุกข์รูปแบบหนึ่งนี่เอง

 

อะแฮ่ม...ท่านผู้มีการศึกษาทั้งหลาย

บัดนี้อยากบอกกับเพื่อน ๆ ทุกคน ทุกท่านว่า

"ความสุขที่เหนือกว่านั้นยังมีอยู่จริง ๆ นะจ๊ะ "

 

ความสุขนั้นเกิดจากการเข้าใจการเสพย์กาม(สุข)ว่ามันไม่เป็นสาระ

 ( กามในที่นี้ก็คือ ความสุขแบบชาวบ้านนั่นแหละครับ)

ความสุขที่เกิดจากการออกจากกาม

ความสุขที่เกิดจากการเข้าใจตัวเองมากขึ้น

ความสุขที่เรียกว่า "ปิติ-ความอิ่มเอิบใจจากสมาธิ)

(ก็คือการมาฝึกปฎิบัติธรรม มาถือศีล เจริญสติ จนเกิดสมาธิ

ความสุขนี้พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า เป็นความสุขนี้ ที่อยู่เหนือกว่าความสุขในสรวงสวรรค์เสียอีก...)

 

 

ส่วนความสุขสูงสุดก็จะตามมาหลังจากนั้น

ก็คือความสุขจากการหลุดพ้นจากกิเลส

มีพระโสดาบันเป็นต้น

 

(พระโสดาบันหลุดพ้นจากอำนาจกิเลส 3 ตัวแล้วจ้า

ถึงแม้พระโสดาบันจะได้ลิ้มรสพระนิพพานแล้ว

ก็ยังสามารถมาเสพย์กามสุขแบบชาวบ้านได้...ไม่มีใครห้าม

แต่ท่านก็เสพย์แบบมีสติ

อุปมาเหมือนบุรุษที่ยังติดใจในรสของปลาที่ กินปลาไป ระวังก้างไปด้วย

แต่ปุถุชนทั่วไปนั้นชอบกินปลา โดยไม่รู้ไม่เห็นว่าปลานั้นมีก้าง

พอโดนก้างตำคอก็ได้แต่โวยวายว่า ใครแกล้งตูฟะ ใครทำร้ายตูฟะ--น่าเศร้าใจพอควร)

 

 6.การได้พบกับความทุกข์ตัวแม่

 

แน่นอนว่ามีสุขก็ต้องมีทุกข์

การเจริญสติที่ถูกต้องนั้น จะต้องเผชิญกับความทุกข์บ้างไม่มากก็น้อย

ตัวอย่างเช่น การนั่งจนปวดขา

ตอนที่เราสมาธิยังไม่ดีนั้น ถึงจะปวดขาแต่เราก็จะพอทนได้

แต่พอสมาธิเราพัฒนาขึ้นแม้จะนั่งเวลาเท่าเดิม แต่เราจะรู้สึกปวดขามากขึ้น

บางทีก็รู้สึกเหมือนกระดูกจะแตกเป็นเสี่ยง ๆ ก็มี

บางทีก็รู้สึกเหมือนขากำลังถูกไฟเผาก็มี

(ซึ่งนี่แหละเป็นการเปิดเผยโฉมหน้าที่แท้จริงของชีวิตที่ว่า 

การเกิดนั้นเป็นทุกข์ การมีเรามีเขานั้นเป็นทุกข์)

แต่อย่าไปกังวลกับความทุกข์เลยครับ

เพราะปลายทางของการปฏิบัตินั้น เราจะพบหนทางและวิธีดับทุกข์ได้ในที่สุด

 

  7.การเข้าใจในสิ่งธรรมดา ๆ และการรักษาใจตนเอง

รูปประกอบ http://www.istockphoto.com/file_thumbview_approve/7915851/2/istockphoto_7915851-face-notes.jpg

 

เมื่อเดือนที่แล้ว อาม่าที่ผมรักดุจแม่ของผมนั้น

...ได้จากลาไป อย่างไม่มีวันกลับ

ตอนที่ผมรู้นั้น หัวใจก็เต้นระรัว ตัวผมเริ่มสั่นไหว

น้ำตานั้นก็ไหลเอ่อเต็มดวงตาทั้งสองข้าง

โธ่ ! ทุกข์อะไรเล่าจะเท่ากับทุกข์ที่เกิดจากการพลัดพรากจากคนที่เรารัก !

ผมเริ่มสับสนจนทำอะไรไม่ถูก

สิ่งเดียวที่ผมนึกได้ก็คือ ผมต้องตั้งสติ

ผมเริ่มสังเกตความเคลือนไหวในใจตัวเอง

...เศร้าหนอ....เสียใจหนอ....หัวใจเต้นแรงหนอ...น้ำตาหนอ

สภาวะธรรมเหล่านี้ สลับผลัดเปลี่ยนกันเกิดขึ้นและดับไปอย่างไม่หยุด

ผมเฝ้าดูสภาวะธรรมนี้อย่างจดจ่อ...ไม่ช้าหลังจากนั้น

พายุแห่งการพลัดพรากก็พัดจากผมไป...ตอนนี้ผมกลับมายืนได้อีกครั้ง....

 

8.คนมักถามว่าไปฝึกแล้วได้อะไร...

 

เจอบ่อยมากครับปัญหานี้

คนที่ถามปัญหานี้มีหลายประเภทครับ

บางคนก็เป็นคนที่สนใจอยากปฏิบัติแต่ยังไม่มีโอกาส....ผมก็แนะนำไปตามสมควร

บางคนก็มาถามลองเชิงก็มี.....คนประเภทนี้ผมมักจะนิ่งเสีย ไม่ตอบอะไร

บางคนก็มีปัญหาชีวิต...อยากจะฝึกสติดูบ้าง....ผมก็จัดให้ไป อิอิ

 

9. "ไปฝึกมาแล้ว ไม่เห็นจะมีอะไรพัฒนาเลย"

 

คำพูดแบบนี้ต้องระวังใจตัวเองดีดีครับ

มีคนอยู่จำพวกหนึ่งที่ไม่เคยคิดจะพัฒนาตัวเอง

คอยแต่จับผิดคนอื่น

คนพวกนี้จะมาคอยจ้องจับผิดเราครับ

เวลาเราเผลอสติเมื่อไหร่ เขาก็จะพูดว่า 

"ไปฝึกมาแล้ว ไม่เห็นจะมีอะไรพัฒนาเลย"

คำพูดนี้เสียดแทงใจพอสมควรครับ

แต่หากนำมาคิดดีดี ก็จะได้ประโยชน์เหมือนกัน

คือมีคนคอยช่วยเตือนสติไง....

 

อะแฮ่ม....เพื่อน ๆ ที่กำลังเริ่มฝึกสติหลายคน

อาจจะมีความคิดอย่างนี้ว่า

ฝึกเดี๋ยวนี้ต้องได้พรุ่งนี้

ฝึกเดือนนี้ต้องได้ผลเดือนหน้า

(ตอนผมเริ่มฝึก ผมก็เป็นเหมือนกัน แหะ ๆ )

ต้องบอกและเน้นครับว่า...ต้องใจเย็น ๆ 

การฝึกสติอุปมาเหมือนการปลูกต้นไม้นั้นแหละครับ

ปลูกวันนี้จะให้ออกดอกออกผลวันพรุ่งนี้วันมะรืนนี้ย่อมเป็นไปไม่ได้

ขอให้ตั้งใจค่อย ๆ ประคับประคองต้นกล้า 

คอยรดน้ำพรวนดิน ใส่ปุ๋ยบ้างเป็นบางคราว

ทำอย่างสม่ำเสมออย่าให้ขาด

เมื่อถึงเวลามันออกผล เราคงต้องอุทานดังดังว่า

"ดีจังเลย...เยี่ยมไปเลย...ไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นคนแล้วเรา"

 

10.คนที่มักคอยล้อเลียน เห็นเป็นเรื่องตลกขบขัน

 

ในบางเวลาที่เจอคนที่สอนได้ยาก แนะนำได้ยาก

ในขณะที่สติเรายังไม่กล้าแข็ง....อยู่ให้ห่างคนจำพวกนี้ไว้....ปลอดภัยที่สุดครับ

 

สุดท้ายโบโบ้เป็นกำลังให้คนที่สนใจปฏิบัติธรรม

ขอให้ตั้งใจดูแลต้นกล้าแห่งสติของตัวเอง

ให้เติบใหญ่และออกผลแห่งปัญญาในที่สุด

 

โบโบ้เองก็จะไปดูแลต้นกล้าของตัวเองต่อเหมือนกันครับ

สวัสดีจ้า....

 

Comment

Comment:

Tweet

ขออนุโมทนาบุญนะคะ....ได้แง่คิดดีๆจากบทความของคุณหลายเรื่องเลย

#14 By วิ (103.10.230.214|103.10.230.214) on 2015-05-25 14:58

พลาดเอนทรี่นี้ไปได้ไงเนี่ยเรา

ดีมากเลยค่ะ ขอบคุณที่เตือนสติกันนะคะ double wink Hot!

#13 By Aoy+ on 2010-08-28 11:38

รู้ได้เฉพาะตนครับ

#12 By R (61.19.66.34) on 2010-06-22 04:04

ขอบคุณคุณ Ruii มาก ๆ เลยครับ

แหะ ๆ ผมใช้คำศัพท์ไม่ค่อยชัดเจนเท่าไหร่

กิเลส 3 ตัวที่ผมว่านั้น

ถ้าใช้คำว่า สังโยชน์ 3 ตัว จาก 10 ตัวจะชัดกว่าเนอะsad smile


อ้อ ขอเสริมความเห็นของคุณ Ruii เพิ่มว่า
จริง ๆ แล้วก็พระโสดาบัน "ตัดกิเลส" บางอย่างได้แล้วนะ

ได้แก่
1.ทิฎฐิกิเลส (ละได้เด็ดขาด)

2.วิจิกิจฉากิเลส (ละได้เด็ดขาด)

3.กิเลสในกลุ่มอื่น ๆ ละได้ "อย่างหยาบ"

ที่นำไปเกิดในอบายภูมิ

ขอบคุณสำหรับความเห็นครับ
confused smile
เนื่องจากว่าเห็นเขียนเกี่ยวกับการเห็นธรรมของแก้ให้ชัดเจนเพื่อไม่ให้เข้าใจผิดนะค่ะ^^

จากที่ว่า....
(พระโสดาบันหลุดพ้นจากอำนาจกิเลส 3 ตัวแล้วจ้า

ถึงแม้พระโสดาบันจะได้ลิ้มรสพระนิพพานแล้ว

ก็ยังสามารถมาเสพย์กามสุขแบบชาวบ้านได้...ไม่มีใครห้าม

แต่ท่านก็เสพย์แบบมีสติ <<<<

จริงๆ แล้วพระโสดาบันยังตัดกิเลสไม่ได้ค่ะ(ตัดกิเลสได้คือพระอนาคามี ซึ่งกิเลสที่ตัดได้คือ โทสะและราคะ) แต่ปิดทางไปอบายภูมิ(นรก เปรต อสูรกาย สัตว์เดียรัจฉาน)
พระโสดาบัน จะไม่มีสักกายทิฏฐิ(ความเข้าใจผิดในขันธ์5) ไม่มีวิจิกิจฉา(ความสงสัยในพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์) ไม่มีสีลัพพตปรามาส(นับถือเทพ สิ่งศักดิ์สิทธิ์) และถือศีล5ไม่ให้ขาด

ค่ะbig smile

#10 By Ruii on 2010-06-06 20:22

อ้างถึง ผมตั้งใจมั่นกับตัวเองแล้วว่า...ชีวิตนี้จะต้องฝึกสติไปตลอดชีวิต....ตราบจนลมหายใจสุดท้ายของผม !


อนุโมทนา ในการฝึกสติ+สัปชัญญะ ทุกขณะ ทุกอิริยาบถ เดิน ยืน นั่ง นอน วันหลัง ผมจะลงเรื่อง เดิน ยืน นั่ง นอน ตามแบบฉบับ พระพุทธเจ้า 100% ไม่ปนวิธี สาวก หรือ ครูบาอาจารย์รูปใด ๆ มาลงให้ครับ ไว้โอกาสว่าง ๆ

ชวนพี่ BoBo ไปดูกับตาชัด ๆ ครับ

ความจริง คนเสื่อม ธรรมเสื่อม หรือศาสนาเสื่อม กันแน่!

ลองคิดเล่น ๆ ก่อนรู้ความจริงจากปากคำ พระพุทธเจ้า

พระองค์ตรัสเรื่องนี้ไว้อย่างไร ใครคือ ผู้ทำอะไรเสื่อม!

ฉายแล้ววันนี้ ธรรมจะยาตรา! ทว่า ศาสนากำลัง 0
ติดตามได้แล้วที่นี่ http://buddhatalk.exteen.com

ปล.ยินดีแลกเปลี่ยน ธรรมจาก พระตถาคต คุยกันได้ครับ ผ่าน บล็อคผม Hot! Hot! Hot!

หลังม่านสีฟ้า
บลู เลอสง่า

#9 By บลู เลอสง่า on 2010-01-18 13:56

สาธุ big smile Hot!

#8 By นักรบ on 2010-01-17 02:54

อนุโมทนา เป็นบทความที่เขียนได้ดี มากครับ


ปฏิบัติทำได้ทุกเวลา เพียงเราขอศีล

แล้วนั่งสมาธิ กำหนดลมหายใจ

ณ วินาทีเราก็รักษาศีลได้ครบทุกข้อ แล้ว


big smile

#7 By เซงครับ on 2010-01-16 22:08

กัลยาณมิตร ช่วยปกป้องโลก

#6 By Arcobaleno on 2010-01-16 12:38

D D jung

#5 By [ANA]* on 2010-01-16 12:30

big smile big smile big smile

#4 By Shuu Exteen on 2010-01-16 11:35

มันต้องเจออยู่แล้วล่ะ Hot!

#3 By Critical#Zeed on 2010-01-16 09:02

ปรางไม่ค่อยได้ไปวัดเพราะช่วงนี้ยังเรียนอยู่ แต่ก็พยายามฝึกด้วยตนเอง
พอใจสงบแล้วทำให้รู้บางสิ่งบางอย่างที่เมื่อก่อนไม่เคยรู้
เป็นความสุขที่แท้จริง
big smile
Hot!

แถม
ฝึกแล้วรู้ว่า
ใจเราไม่อยู่กับตัว
ชอบเอาไปผูกติดกับอย่างอื่น
มันเลยทำให้ทุกข์นั่นแล sad smile

#1 By ไทดี้ on 2010-01-16 08:30