ขอบคุณภาพจาก http://www.saviourbehaviour.com/ascension/35_Stairway_To_Heaven_by_Jim_Warren.jpg

 

 

ในสมัยที่โลกมนุษย์มีพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองนั้น

เมื่อเทวดาองค์ใดจะจุติ เพื่อนเหล่าเทพชาวสวรรค์ก็จะพากันอวยพรว่า

 

            ให้ไปสุคตินะ ขอให้ไปเกิดในหมู่มนุษย์ทั้งหลายนะ

 

เราอาจจะสงสัยไม่น้อยว่า มันจะจริงเรอะ !

โลกสวรรค์ที่มีความสุขกาย ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ

เหล่าเทพก็ล้วนหน้าตาผิวพรรณงดงาม

มีรัศมีเจิดจ้าน่ามองยิ่งนัก เหตุใดถึงอยากมาจุติในโลกมนุษย์กัน

 

ตอนนี้ความขลาดเขลาในตัวเราอาจจะคิดว่า

ก็เพราะในโลกสวรรค์ไม่มี X-box ไม่มี Playstation

ไม่มี Major Cineplex ไม่มีรถมินิคูเปอร์ และไม่มีที่ให้ชอปปิ้งนะสิ !

อ่ะแฮ่ม อย่าเพิ่งด่วนสรุปครับ มาฟังกันต่อ

 

เหตุการณ์ที่เหล่าเทพเทวดาอยากจะเกิดในโลกมนุษย์นั้น

มีพุทธพจน์ยืนยันว่า

 

ภิกษุทั้งหลาย ความเป็นมนุษย์นี่แล นับว่าเป็นการไปสุขคติของเทพทั้งหลาย

 

ผมมีเรื่อง ๆ หนึ่งจะเล่าต่อครับ...ตั้งใจอ่านนะครับ

 

 

ครั้งหนึ่ง เมื่อพระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวันวิหาร

ได้มีเทพบุตรองค์หนึ่งเหาะลงมาจากสวรรค์เพื่อเข้าเฝ้าพร้อมบริวารนับพัน

แม้ว่ารัศมีอันเจิดจ้าแห่งเทพบุตรองค์นี้จะแผ่ไปทั่วพระเชตวัน

ท่านกลับดูเศร้าหมอง เมื่อนมัสการพระพุทธเจ้าแล้วก็คร่ำครวญว่า

 

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เทวสถานแห่งปวงเทพช่างอึกทึกวุ่นวายจริงหนอ

เทวดาทั้งหลายดูราวกับหมู่เปรตที่กำลังสนุกสนานร่าเริงอยู่

สรวงสวรรค์ช่างสับสนวุ่นวายยิ่งนัก

ขอพระองค์ทรงชี้ทางออกให้ข้าพระพุทธเจ้าด้วยเถิด

 

ขอบคุณภาพประกอบจาก http://gotoknow.org/file/chotsuwan18/Y4727610-12.jpg

 

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรวจสอบอดีตชาติของเทพบุตรองค์นี้ก็พบว่า

ไม่นานมานี้เทพองค์นี้ได้เกิดเป็นมนุษย์และใส่ใจในการปฏิบัติธรรม

บวชตั้งแต่ยังหนุ่ม ภายหลังมีความชำนาญมากขึ้นจึงปลีกวิเวกไปปฏิบัติในป่า

ท่านพากเพียรอย่างเคร่งครัดจนแทบไม่ฉันอะไรเลย

ในที่สุด ก็เกิดโรคลมจุกเสียดในท้องจนกระทั่งมรณภาพขณะเดินจงกรม

 

ภิกษุรูปนี้ไม่รู้ตัวเลยว่าได้มรณภาพไปแล้ว

เมื่อลืมตาอีกทีก็เห็นเหล่าทวยเทพนับพันมาคอยต้อนรับ

มาคอยเป็นบริวารของท่าน

ท่านลืมตามาก็งง ๆ ก่งก๊งเลยครับ เพราะนึกว่ามีโยมมากราบไหว้ซะอีก

แต่เมื่อท่านรู้ตัวว่าได้มาเกิดเป็นเทพในชั้นดาวดึงส์ก็รู้สึกทุกข์ใจยิ่งนัก

เพราะท่านรู้ตัวว่าใจท่านยังไม่เข้มแข็งพอ

ที่จะต้านทานความสนุกสนานมัวเมาบนสวรรค์

 

เมื่อเราละทิ้งบ้านเรือนมาบวชเป็นภิกษุ

 เราปรารถนาความสุขอันยิ่ง

บัดนี้เราเหมือนนักมวยที่ลงสนามเพื่อชิงเหรียญทองแต่กลับได้หัวผักกาดแทน

 

โอโห ฟังแล้วทั้งเห็นภาพทั้งสงสารเทพบุตรองค์นี้จับใจเลยครับ...

เพราะการเป็นมนุษย์นั้นทำให้มีโอกาสทำคุณงามความดี

และสามารถประพฤติธรรมได้เต็มที่

แต่การเกิดเป็นเทวดาที่มีอายุยืนยาวนั้น

ท่านผู้รู้ถือว่าเป็นการเสียโอกาสอย่างมาก

กว่าจะได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกก็ไม่แน่ว่าจะยังมีพุทธศาสนาอยู่

อีกทั้งบนสวรรค์มีแต่ความประมาทมัวเมา

จึงถือว่าเป็นคราวซวยหรือคราวฉิบหายอย่างแท้จริง

 

 

ขอบคุณภาพจาก http://www.artbywicks.com/brave%20new%20world.jpg

 

กลับมาที่ความหมายของ ผู้กล้า ต่อ

ผู้กล้าคือผู้ที่ขัดเกลาจิตใจตนเองอยู่ตลอดเวลา

จนกระทั่งมีกำลังจนสามารถประหารกิเลสได้เด็ดขาด

ผู้กล้าที่เป็นน้องเล็กที่สุดก็คือ

พระอริยโสดาบัน

 

เป็นผู้กล้าแล้วดีอย่างไร

ในพระธัมมบทพระบาลีกล่าวไว้ว่า

 

พระเจ้าจักรพรรดิ ผู้บริบูรณ์ด้วยทรัพย์มหาศาล

ทั้งเป็นอิสระใหญ่ในหมู่มนุษย์ทั้งหลาย

ท้าวสักกเทวราชา ผู้มีอานุภาพใหญ่ในสวรรค์ทั้ง ๖ ชั้น

หรือท้าวมหาพรหม ผู้เจริญด้วยอิสระ

มีมหิทธานุภาพยิ่งใหญ่ในหมู่พรหมก็ตาม

            แม้เช่นนั้นก็สู้ความเป็นโสดาปัตติผลบุคคลไม่ได้

 

ส่วนผู้ที่ขัดเกลาจิตใจตัวเองอยู่เป็นประจำ

แม้ว่าในวันนี้เราจะมีกำลังไม่พอในการประหารกิเลสดังเช่นผู้กล้า

แต่ก็จะได้รับความสุข ได้สติที่เจริญขึ้นทุกขณะ  เจริญก้าวหน้าในอาชีพ

เป็นที่รักของคนรอบข้างและยังมีโอกาสสำเร็จเป็น "ผู้กล้า" ในอนาคตอีกด้วย

 

            ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย

ทางนี้เป็นทางไปอันเอก เพื่อความหมดจดวิเศษของสัตว์ทั้งหลาย

เพื่อก้าวล่วงความโศกและความร่ำไร

เพื่อความดับไปแห่งทุกข์และโทมนัส

เพื่อบรรลุญายธรรม เพื่อกระทำพระนิพพานให้แจ้ง

หนทางนี้คือสติปัฏฐาน ๔ ด้วยประการฉะนี้

 

อะแฮ่ม อยากจะทิ้งตัวตนเดิม ๆ อันขลาดเขลา

แล้วไปฝึกขัดเกลาจิตใจเพื่อเป็นผู้กล้าหรือยังครับ ?

 

 

 

เขียนและเรียบเรียง...bobotravel

10 ต.ค. 2552

ปล. โบโบ้ตั้งใจว่า จะเปิดบล๊อกใหม่ชื่อ Hero-of-exteen (ผู้กล้าแห่งเอ็กซ์ทีน)

เป็นบล๊อกที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ปฏิบัติธรรมทั่วประเทศที่ได้มาตรฐานตาม

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์  ใครสนใจสมัครเป็น ผู้กล้าบ้าง ยกมือขึ้นหน่อย ^.^

-----------------------------------------------------------------------------------------------

 

หนังสืออ้างอิง :

แว่นธรรมปฏิบัติ  รจนาโดย

พระอาจารย์ ดร.ภัททันตะ อาสภมหาเถระ ธัมมาจริยะ อัคคมหากัมมัฏฐานาจริยะ

หนังสือสวดมนต์แปล วัดภัททันตะ อาสภาราม อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี

In this very life บทที่ 6 ราชรถสู่พระนิพพาน โดยพระอาจารย์อู บัณฑิตา

พุทธธรรมฉบับขยายความ  โดย ป.อ. ปยุตโต

 

 

 

 

 

Comment

Comment:

Tweet

ขออนุโมทนาสาธุเจ้าค่ะ
ที่นำ ความรู้ดีๆ มาเผยแพร่

ข้าน้อยไม่เคยมองในแง่นี้มาก่อนเลยเจ้าค่ะ

นึกว่า เทวดาทุกองค์... จะมีสติ ไม่มัวเมาเสียอีกเจ้าค่ะ

เป็นมนุษย์นี่ ...ดีจังเลยนะคะ

#5 By tim3flies (124.157.136.165) on 2009-10-25 00:20

พยายามเป็นผู้กล้าอยู่ค่ะ surprised smile

#4 By Aoy+ on 2009-10-23 18:36

สาธุ big smile Hot!

#3 By นักรบ on 2009-10-10 22:52

อนุโมทนาที่นำพุทธธรรมมาแผยแพร่ครับ Hot!

เกิดเป็นคนต้องทำตนให้เป็นมนุษย์
เหตุเพราะมนุษยประเสริฐกว่าคนยิ่งนัก

การระลึกรู้สภาพธรรมอยู่เนืองๆ
เป็นหนทางที่ช่วยให้ใกล้กับนิพานมากขึ้น


big smile big smile

#2 By yium on 2009-10-10 22:06

ดีจังเลยครับ อย่างน้อยก็จะได้มีสติที่เจริญขึ้นทุกขณะ

#1 By kriangkrai on 2009-10-10 12:06