แมลงหวี่ กับ อมยิ้ม
posted on 22 Apr 2009 17:13 by bobotravel in Magazine
กลับมาจากการไปนั่งเจริญสติปัฐฐาน 4 มาแล้วคร้าบผม
ตอนนั่งกรรมฐานผมแผ่เมตตาให้ทุกชีวิตบนโลกใบนี้ด้วย รู้สึกดีมาก ๆ เลยครับ
ผมมีนิทานเรื่องแมลงหวี่มาฝากเพื่อน ๆ ด้วยครับ
*นิทานเรื่องนี้เกิดจากการนำเรื่องที่โบโบ้เคยได้ยินมาบ้าง
แต่งเติมเข้าไปบ้าง นำเรื่องจริงมาปนบ้าง
ขออย่าคิดมากเลยครับ
เพราะถ้าคิดจะไม่รู้
และจะรู้ถ้าไม่คิด...
-------นิทานเรื่องแมลงหวี่-------
กาลครั้งหนึ่ง ไม่ช้า ไม่เร็ว ไม่ใกล้ ไม่ไกลมานี้
มีนักปราชญ์ผู้หนึ่งพาลูกศิษย์ของท่านไปเดินทัศนศึกษา
ลูกศิษย์คนหนึ่ง ผู้ซึ่งคิดว่าตัวเองแกร่งกล้าวิชากว่าเพื่อน ๆ ของเขาทุกคน
เหลือบไปเห็นแมลงหวี่ที่กำลังตอมขี้วัวอยู่
เขาก็ลองวิชา สื่อสารกับแมลงหวี่นั้น
"เฮ้ เจ้าแมลงหวี่ ขี้นั่นมันเหม็นนะ สกปรกด้วย
เ้จ้าจะไปตอมมันทำไมเล่า ? "
" เฮอะ ๆ เจ้าหนุ่มน้อย เจ้าไม่เคยชิมขี้วัว เจ้าไม่รู้หรอกว่ามันอร่อยแค่ไหน"
"เฮ้ แล้วเจ้าไม่คิดจะไปลองชิมรสชาดของน้ำหวานจากดอกไม้เหมือนผีเสื้อแสนสวยบ้างหรือ"
"เฮอะ ๆ เจ้าหนุ่มน้อย ข้านั้นพอใจในรสชาดอันกลมกล่อมและกลิ่นอันยั่วยวนของขี้วัวนี้อยู่แล้ว
ข้าไม่ยอมทิ้งขี้วัวอันแสนวิเศษไปหาสิ่งอื่นหรอก"
"เฮ้ ๆ เพื่อนข้าทั้งหลาย มาดูเจ้าแมลงหวี่ที่แสนโง่เขลานี่สิ
มันพอใจในรสชาดของขี้วัว เหมือนที่อาจารย์เคยสอนว่า เห็นกงจักรเป็นดอกบัวอย่างไรเล่า"
บรรดาลูกศิษย์ต่างพากันหัวเราะเยาะ ชอบใจในความเขลาของแมลงหวี่
เมื่่อนักปราชญ์ได้ยินบรรดาลูกศิษย์คุยกัน
ท่านก็ยิ้มอย่างมีเมตตาและเล่านิทานเรื่อง อมยิ้มให้ลูกศิษย์ฟัง
-------นิทานเรื่องอมยิ้ม--------
ขอบคุณรูปประกอบจาก http://images.diaryis.com/d/dijaunkub/20070628.lolipop.gif
กาลครั้งหนึ่ง ไม่ช้า ไม่เร็ว ไม่ใกล้ ไม่ไกลมานี้
มีเด็กป. 1 คนหนึ่งได้ชิมรสชาดของอมยิ้มจุ๊บเป้อจุ๊บ ก็เกิดความพึงพอใจไม่ยอมทานสิ่งใดอีกเลย
เด็กคนนี้เพลิดเพลินกับการทานอมยิ้มเป็นอย่างมาก
เด็กป.2 คนหนึ่งเห็นเด็กป.1 กินอมยิ้มอย่างเพลิดเพลินก็หัวเราะเยาะ
เจ้าเด็กนี่มันเขลานัก มันไม่ยอมทิ้งอมยิ้ม จึงไม่มีทางได้รับรู้รสชาดแสนอร่อยของขนมเค้กต้นกก
เด็ก ป.3 คนหนึ่งเห็นเด็ก ป.2 กินแต่ขนมเค้ก ก็หัวเราะเยาะชอบใจ
เจ้าเด็กนี่มันเขลานัก มันไม่ยอมทิ้งอมยิ้ม จึงไม่มีทางได้รับรู้รสชาดแสนอร่อยของราเม็ง
เด็กที่เรียนชั้นสูงสุดของโรงเรียนนี้ เห็นเด็ก ๆ น้อง ๆ ของเขาหัวเราะเยาะเด็กที่ต่ำกว่า
ก็เรียกน้อง ๆ มาตักเตือน
"เจ้ามัวแต่หัวเราะกันไปกันมา จึงหารู้ความจริงไม่"
"ความจริงนั้นคือ พวกเจ้ายังไม่เคยลิ้มรสของอาหารอิตตาเลียนแบบต้นตำรับ เจ้าจึงยังเขลาอยู่"
บังเอิญนักปราชญ์คนหนึ่งเดินผ่านมาได้ยินเด็ก ๆ คุยกันเข้า
นักปราชญ์ก็ยิ้มอย่างมีเมตตา
และก็เล่านิทานเรื่องแมลงหวี่ให้เด็ก ๆ ฟัง ....
ปล. อะแฮ่ม ถ้างงสงสัย โบโบ้จะบอกใบ้ให้ครับ
ยิ่งละ ยิ่งได้
และที่สุดแห่งการได้ คือ ความว่างเปล่า
ใบ้ให้อีกข้อหนึ่งครับ
เพราะถ้าคิดจะไม่รู้
(หรือถ้าคิด จะรู้เท่าที่คิดแค่นั้นเอง)
และจะรู้ถ้าไม่คิด...
ฮิฮิ ตั้งปริศนาธรรมเชิญชวนวัยรุ่นวัยทำงาน-คนยุคใหม่ ไปปฎิบัติธรรม
เจริญสติปัญญาด้วย สติปัฏฐาน 4 กัีนครับ
สิ่งที่ได้จากการเจริญสตินั้น
เป็นการรู้เห็นแจ้งได้เฉพาะบุคคล
หากใครนำสิ่งที่รู้เห็นแจ้งมาปฏิบัติตลอดเวลา
เขาผู้นั้นจะเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน
เป็นที่รักใคร่ของบุคคลที่ได้อยู่ใกล้
มิตรที่เคยมีอยู่ก็จะมีมากยิ่งขึ้นอีก
ศัตรูที่เคยมีก็จะหายไป กลายมาเป็นมิตรที่ดีแทน
เจริญก้าวหน้า ทั้งในทางโลกและทางธรรม
ขอให้เจริญก้าวหน้าทั้งทางโลกและทางธรรมกันถ้วนหน้าครับ
สวัสดีครับ
ปล.มีป้ายธรรมะที่แขวนที่ต้นไม้อย่างหนึ่ง
โบโบ้ซึ้งมากเลยครับ
เขาเขียนไว้ประมาณว่า
เห็นมารในตัวเอง คือบัณทิตเห็นชั่วในตัวคนอื่น คือจริตของคนพาล
มาปฏิบัติธรรมกันเยอะ ๆ นะครับ ^.^




เด็กชาย A ผู้ได้ไปกินอาหารบนฟ้า
ทริป แบบ ชุล มุน อุ่น รัก - การเดินทางของต้นกล้าแห่งปัญญา
ฉยามปะเทด ตอน พัฒนาแล้ว
#1 By โดโด้* on 2009-04-22 18:20