เวรกรรมจากการกิน "น้ำเย็น"

 

 

 

เรื่อง bobotravel.exteen.com
รูปประกอบ http://hilight.kapook.com/admin_hilight/spaw2/imghilight4/variety/water_1.jpg
 
 

 

 

 แหม่ ๆ เวลาที่เราเหนื่อยจากงาน เพลียจากอากาศร้อน

หากได้ดื่มน้ำเย็น ๆ ซักแก้วนี มันสุดแสนจะมีความสุข ...จริงไหม

หรือถ้าเป็นโค้ก เป๊ปซี่ แฟนต้า ยิ่งสดชื่นเ้ัข้าไปใหญ่  ... อื้อออออออออ....สุดยอด !!!

แต่เธอรู้หรือไม่ว่า...เธอกำลังทำร้ายตัวเองอยู่...

การดื่มน้ำเย็น โดยเฉพาะดื่มก่อน-หรือหลังรับประทานนั่น เป็นการตายผ่อนส่งดีดีนี่เอง !!

 

เคยสงสัยกันไหมครับว่า

ทำไมปัีจจุบันมีคนเป็นโรคกระเพาะอาหาร ระบบย่อยอาหาร โรคปวดหลัง ริดสีดวง หรือ

สะอึกกันมากขึ้น !!!

ทั้ง ๆ ที่อายุยังไม่มากเลย

หนึ่งสาเหตุที่สำคัญก็คือพฤติกรรมการกินการอยู่ของเราที่มันขัดกับธรรมชาตินั่นเอง !!

โดยเฉพาะการกินน้ำเย็นมากเกินไป !

(น้ำเย็น = น้ำจากตู้เย็น หรือน้ำใส่น้ำแข็ง)

 

ลองคิดเล่น ๆ  ดูสิครับ

ว่ามนุษย์เราก็เป็นสัตว์ประเภทหนึ่ง

ระบบร่างกายของเรานั้นได้สร้างมาให้เข้ากับธรรมชาติ

ระบบร่างกายของเรา จึงไม่ได้ออกแบบมาให้กินน้ำเย็น ๆ แน่นอน !

( ก็น้ำเย็น ๆ มันมีอยู่ในธรรมชาติซะที่ไหนกันเล่า ! )

เพราะฉะนั้นการกินน้ำเย็น ๆ ย่อมขัดกับกฏธรรมชาติ

การกินการอยู่ที่ขัดต่อกฏธรรมชาติย่อมทำให้เกิดโรคอย่างแน่นอน

 

การแพทย์แผนปัจจุบันได้ศึกษาเกี่ยวกับการทำงานของน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร

ลองนึกย้อนไปสมัยเรียนเรื่อง Enzyme ที่เคยเรียนสมัยมัธยมดูนะครับ

การที่ Enzyme จะทำงานได้ดีนั้นจะต้องมี

1. มีอุณหภูมิที่เหมาะสม  และที่อุณหภูมิสูง เอนไซม์จะสามารถทำงานได้ดีขึ้น

2.ปริมาณความเข้มข้นของ enzyme ต้องมีเข้มข้นมากพอ

โอ๊ะ ๆ โอ้ย การดื่มน้ำเย็นก่อน-ระหว่าง-หลังอาหารนี่

มันทำลาย function ของ enzyme ในกระเพาะอาหารชัด ๆ เลยนี่หว่า !

ไหนจะเจือจางน้ำย่อย ไหนจะทำให้อุณหภูมิในกระเพาะต่ำลง !!

 เมื่อน้ำย่อยทำงานได้ไม่ดี อาหารก็ย่อยไม่หมด โดยเฉพาะพวกเนื้อสัตว์ต่าง ๆ !

เนื้อสัตว์นี่หากทิ้งไว้แป๊ปนึง มันก็บูด มันก็เน่า มันก็เหม็นแล้วนะ

แล้วนี่มันเล่นเข้าไปเน่าในร่างกายเรา

มีทั้งสารพิษ แก๊สพิษเกิดขึ้นให้ร่างกาย  อะไรกันเนี่ย !!!

 

การแพทย์ตะวันออก บอกไว้ว่า กระเพาะที่มีปัญหา

หมายถึงกระเพาะที่ทำหน้าที่ไม่ปกติ ไม่สามารถย่อยอาหารได้สมบูรณ์

หรือมีธาตุไฟอ่อน (ก็คืออุณภูมิต่ำนั่นแหล่ะครับ) 

พลังของกระเพาะ ตามปกติจะต้องไหลลงตามลำไส้ และถ่ายออกมา

แต่ถ้าเกิดพิษขึ้น พลังของกระเพาะจะดันขึ้นมา

ทำให้เกิดอาการสะอึกและไอ

 ส่วนแก๊สพิษ ที่เกิดขึ้นนั้น เมื่อหมักหมมนานเข้า จะเกิดลมอัดแน่นที่หน้าอก

และที่กลางหลังทำให้เกิดอาการปวดขึ้นมา

 

 ส่วนการกินน้ำน้อยเกินไปนั้นก็ให้ผลเสียไม่แพ้กัน

การกินน้ำน้อยนั้น ทำให้ร่างกายเสียสมดุลย์อย่างแรง

น้ำที่มีอยู่ในร่างกายก็ถูกนำไปใช้แล้วใช้อีก

เหมือนปาท่องโก๋ที่ใช้น้ำมันเก่าทอดซ้ำไปซ้ำมาไม่เคยเปลี่ยน !!

 เลือดจะข้นหนืด หมุนเวียนไม่ดี

และลองคิดดูว่าหากเลือดที่ไปเลี้ยงสมองหมุนเวียนไปไม่สะดวกจะเกิดอะไรขึ้น !( จะโง่รึเปล่าหว่า ?)

ไหนจะของเสีย ไขมัน อะไรต่ออะไรที่ตกค้างในลำไส้ ในหลอดเลือดก็ไม่ได้ถูกชำระออก

ร่างกายอ่อนแอ ภูมิคุ้มกันตก ขี้โรค

 

บางคนอาจจะเถียงว่า ไม่จริง ไม่เชื่อ

ชั้นก็กินน้ำอัดลม น้ำแข็ง น้ำเย็นของชั้นอยู่ทุกวัน ไม่เห็นจะเป็นอะไร

กินแล้วมันสดชื่น มีเรี่ยวแรงทำงาน

...ผมเห็นด้วยครับ กินแล้วมันสดชื่น เพราะแต่ก่อนผมก็ชอบ

ส่วนสาเหตุที่เรากินแล้วไม่เป็นไรนั้น เป็นเพราะร่างกายเรายังแข็งแรงอยู่นั่นเอง

เวลาโดนของไม่ดีเข้า ร่างกายจึงสามารถปรับตัวได้

แต่หากโดนของไม่ดีเข้าทุกวัน ทุกวัน ละก็....หึ ๆ จะไหวไหมล่ะครับ

ก็ลองคิดดูดีดีนะครับ กินตามใจปากตอนนี้ แล้วก็ต้องลำบากตอนหลัง

อุตส่าห์ทำงานเก็บตังค์ สุดท้ายต้องไปซื้อยา ซื้อรถเข็น เสียค่ายาให้หมออีก

 

ธรรมชาติบำบัด กับ การกินน้ำ

 

 
 
 

 

วันหนึ่งควรกินน้ำเท่าไหร่ดี ?

- เอาน้ำหนักตัว (kg) x 33 ได้ปริมาณน้ำออกมาเป็นมิลลิลิตร

 เช่นผมหนัก  62 kg x 33= 2048 ml (ประมาณ 2 ลิตร)