กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว...
ณ ใจกลางเมืองแห่งหมอกควันสีเทา
ที่มุมของตึกสูงแห่งหนึ่ง
ได้มีเด็กชายหญิงวัยกำลังเริ่มเป็นหนุ่ม-เป็นสาวเก้าชีวิต
กำลังสุมหัวกันอ่านกระดาษเก่าแก่โบราณแผ่นหนึ่งที่โบโบ้เก็บได้ริมถนน"กูเกิ้ล"
เมื่อทั้งเก้าช่วยกันปัดฝุ่นที่หนาเตอะออก ก็ได้พบกับข้อความหนึ่งที่เขึยนไว้ว่า

==============================
"ถึงผู้กล้าหาญทุกท่าน"
"ภูเขานี้ เป็นที่อาศัยของดวงดาวที่งดงามที่สุดเป็นจำนวนมาก "
"เมื่อได้ไปยืนอยู่บนยอดภูนี้"
"หากต้องการนับดาวสีขาวให้มองขึ้นไปเหนือยอดสน"
"และถ้าหากต้องการสัมผัสดาวสีม่วงให้ก้มมองที่ยอดหญ้า..."
"...นี่คือรางวัลสำหรับผู้กล้าที่ฝ่าอุปสรรคที่ธรรมชาติได้เตรียมทดสอบท่านอยู่"

        หากต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติม คลิ๊กที่ www.>>>.com

==============================
เด็ก ๆ ทั้งหลายทำตากลมโต
ความรู้สึกของเด็ก ๆ ตอนนี้เปรียบเสมือนลูกแมวที่กำลังจะได้เดินออกจากกรงเหล็ก ไปสู่โลกกว้าง
ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่คือจุดเริ่มต้นการเดินทางที่ยิ่งใหญ่ของเหล่าลูกแมว
ส่วนลูกแมวชื่ออะไรกันบ้างนั้น ยังไม่ต้องรู้ก็ได้
ตอนนี้แค่รู้ว่าลูกแมวชื่อโบโบ้เป็นพระเอกก็พอ ฮิฮิ

ครั้งแรกที่เปิด google แล้วเห็นภาพภูสอยดาว
ผมรู้ใจเต้นเร็ว หายใจไม่ทั่วท้อง
ถ้าภูสอยดาวเปรียบเป็นผู้หญิง ก็คงเรียกว่า "รักแรกพบ"ได้เลย

ตอนนั้นเป็นหน้าฝน ดอกไม้กำลังบานสะพรั่งอยู่เลย
แต่เหมือนสวรรค์กลั่นแกล้ง
พอช่วงที่จะไปเข้าจริง ๆ กลับมีข่าวน้ำป่าไหลหลากแทบทุกวัน
บรรดาเพื่อน ๆ ก็เลยถอยกันหมด

"เซ็ง" เลย......

 

 

อกหักกับรักแรกพบมาได้สองเดือน
แต่กลับยังทำใจไม่ค่อยจะได้เลย
แผนการพิชิตใจเธอจึงได้เริ่มขึ้นอีกครั้ง

เริ่มจากไปชักชวนเพื่อนฝูง
พร้อมทั้งบรรยายความโหดของการเดินทางให้เพื่อน ๆ ฟัง
"กว่าจะไปถึงนะ ต้องออกจากกรุงเทพตอนดึก ๆ นั่งรถไปพิษณุโลก 5 ชม. แล้วต่อรถทัวร์ไปชาติตระการอีก 3 ชม. แล้วก็ต่อรถกระบะไปอุทยานอีก 2 ชม. แล้วก็เดินขึ้นภูอีก ุ6 ชม."
"เฮ้ย ทำไมแล้วเยอะจังวะ " เริ่มมีเสียงอื้อฮือมาเป็นระยะ
"ยังไม่จบนะ ตอนเดินขึ้นภูจะต้องเดินผ่าน
เนินส่งญาติ เนินปราบเซียน เนินป่าก่อ เนินเสือโคร่ง และสุดท้ายคือ...เนินมรณะ"
ตอนนี้เสียงที่เคยอื้ออึงกลับเงียบสงัดไป

"เอาละวะ ตายเป็นตาย ไม่ไปตอนนี้แล้วจะไปตอนไหน" โบโบ้พูดเองเออเอง
"แล้วเราจะไปรถทัวร์หรือรถไฟดีอ่ะ ?" โบโบ้ถามต่อ
จากที่เคยเงียบเป็นป่าช้า ตอนนี้เริ่มมีเสียงเถียงกันอย่างดุเดือด แล้วจู่ ๆ สาวน้อยของกลุ่มก็พูดขึ้นมาว่า...
"เราอยากไปรถไฟอ่ะ...เพราะจะได้คุยกันถึงเช้าเลยไง"
ตอนนี้ทุกคนเงียบอีกครั้ง และหันหน้ามามองกันโดยมิได้นัดหมาย
"อืม...ตกลงไปรถทัวร์ดีกว่า"

"กรูอยากนอน"


วันเวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก
ณ กลางดึกคืนวันที่ 4 ธันวาคม 2551
พวกเราทุกคนพร้อมหน้าพร้อมตาอยู่กันที่หมอชิต
พอขึ้นรถทัวร์ปุ๊ป ก็หลับปั๊บ

ขณะที่ทุกคนกำลังหลับสนิดอยู่นั้น
รอบ ๆ ตัวที่มืดสงัดอยู่ก็กลับสว่างขึ้น
ด้วยความงัวเงีย ทุกคนพยายามข่มตาหลับต่อ
แต่ทันใดนั้นเอง เสียงมรณะก็ปลุกพวกเราตื่นกันถ้วนหน้า

" น้า~กา~ลา~โต้ "
" น้า~น้า~น้า~กา~ลา~โต้"

ทีแรกฟังดูนึกว่าเพลงภาษาญี่ปุ่น
แต่พอฟังดีดีแล้ว มันเป็นเพลงเด็กดอยใจดี เจ้าของเพลงผมเอาแครอทมาฝากนี่หว่า
มันร้องว่า "น้ำ กำ ลัง ต้มมมม"
"น้ำ ๆ ๆ กำ ลัง ต้มมมมม"

โอ้ย จะเปิดเพลงปลุกผู้โดยสารทำไมกันฟะ
คนจะหลับจะนอน หงุดหงิด ๆ

อีกซักพักก็มีเสียงหวาน ๆ ของกระเป๋ารถพูดทับเสียงเด็กดอยขึ้นมา
"ผู้โดยสารโปรดทราบ อีกเดี๋ยวรถจะจอดพัก 15 นาที กรุณาตื่นมากินข้าวต้มที่ทางเราเตรียมไว้ให้ด้วยค่ะ"

โบโบ้ได้ยินอย่างนั้นก็กัดฟันแล้วพยักหน้าเข้าใจในเจตนาดีของบริษัทรถทัวร์
เสร็จแล้วก็ฮัมเพลงไปกินข้าวต้มไป

" น้า~กา~ลา~โต้ "
" น้า~น้า~น้า~กา~ลา~โต้"

 

 พอประมาณตี 4เราก็มาถึง บขส.พิษณุโลก แล้วก็ต่อรถตู้ไปอ.ชาติตระการ กัน

หนทางนั้นโหดน่าดูเลย

ถ้าถามว่าโหดประมาณไหน...

ก็ประมาณว่า เพื่อนร่วม trip ของผมอ้วกแตกไปสองคน อ้ากกกกกกก

เกือบ ๆ 7 โมงเช้า พวกเราก็มากินอาหารมื้อแรกที่อ.ชาติตระการครับ

หลังจากกินเสร็จ เตรียมซื้อเสบียงเสร็จ เราก็นั่ง